สูตรลับทำ Sale Page ปิดการขาย เพิ่มกำไร!

MyShop Team

08 Apr 2021

ธุรกิจออนไลน์มักมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์และบริการของตน เพื่อสร้างกำไร ด้วยความก้าวหน้าของโลกออนไลน์ในตอนนี้มี วิธีต่างๆ ที่เจ้าของธุรกิจสามารถใช้ เพื่อดึงดูดให้ลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายให้เข้ามาที่เว็บไซต์ของตัวเอง เช่น การทำ SEO, SEM หรือแม้แต่การโฆษณาผ่านช่องทางต่างๆ อีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยให้ผู้ที่ขายของออนไลน์ปิดการขายได้เร็วขึ้นก็คือ Sale Page

วันนี้ MyShop จะมาบอกถึงเคล็ดลับในการสร้าง Sale Page ที่จะทำให้พ่อค้าแม่ขายออนไลน์ทุกท่าน ปิดการขายและสร้างกำไรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Sale Page คืออะไร?

Sale Page คือหน้าหนึ่งของเว็บไซต์ที่แสดงรายละเอียดของสินค้าหรือบริการ ในหน้าSale Pageมักจะมีข้อมูลต่างๆ เช่น คอนเทนต์ รูปภาพ วิดีโอ การเปรียบเทียบสินค้า ภาพก่อนใช้-หลังใช้ รีวิวจากลูกค้าจริง ราคา โปรโมชัน โดย Sale Page มีหน้าที่ในการจูงใจให้คนที่เข้ามาเยี่ยมหน้าเว็บไซต์ตัดสินใจซื้อสินค้า ซึ่งอาจมีปุ่มที่กระตุ้นให้ลูกค้าทำอะไรบางอย่าง (Call to Action) เช่น ปุ่มติดต่อสั่งซื้อ ปุ่มลิงก์ไปยัง LINE Official Account, Facebook Page หรือลิงก์ไปหน้าเว็บไซต์ที่ลูกค้าสามารถสั่งซื้อได้ เป็นต้น

พูดง่ายๆ ก็คือ Sale Page เป็นเหมือนกับพนักงานขายของในร้านค้าเลยครับ ที่จะคอยบอกข้อมูลต่างๆ ของสินค้า รวมไปถึง ราคา และโปรโมชันด้วย

Sale Page ดีอย่างไร?

เนื่องจาก Sale Page เป็นการนำเสนอข้อมูลสินค้าภายในหน้าเดียว Sale Page จึงง่ายต่อการเข้าถึง ไม่ต้องคลิกหลายหน้าหรือโหลดหลายครั้งให้ยุ่งยาก และเหมาะมากสำหรับการเปิดใช้งานบนโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ต การนำเสนอข้อมูลบน Sale Page จะเน้นความสะดวกของผู้รับข้อมูลเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งจะช่วยให้การขายของออนไลน์ทำได้ง่ายขึ้น เพราะเมื่อเกิดความสะดวกแล้ว ย่อมเป็นแรงจูงใจให้ผู้ใช้งานตัดสินใจซื้อในที่สุด

สูตรลับในการสร้าง Sale Page

การทำ Sale Page นั้นอาจฟังดูเป็นเรื่องง่ายๆ ที่แค่ใส่รายละเอียดสินค้าและโปรโมชันลงไปก็สำเร็จ แต่ท่านทราบหรือไม่ว่า การจะให้ลูกค้าประทับใจในโปรโมชันหรือซื้อสินค้าและบริการจาก Sale Page นั้นๆ มีต้องใส่ใจในรายละเอียดมากกว่าที่คิด ซึ่งสิ่งที่สำคัญและร้านค้าออนไลน์ควรเอาใจใส่ ได้แก่

1. เน้นในการนำเสนอที่น่าสนใจ 

หาก Sale Page ถูกทำออกมาให้เหมือนกับเอกสารที่มีแต่ตัวอักษร ลูกค้าหลายท่านก็คงจะตัดสินใจออกจากเว็บไซต์ทันที ซึ่งพ่อค้าแม่ขายควรออกแบบหน้าSale Pageนี้ออกมาให้น่าอ่านน่าสนใจ เช่น เน้นข้อความโปรโมชัน โดยการใช้สีที่สะดุดตา เพิ่มขนาดของฟอนต์ให้ใหญ่กว่าข้อความอื่น หรือออกแบบข้อความเชิญชวนโดยบอกถึงคุณสมบัติของสินค้าที่จะช่วยการแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ลูกค้า เป็นต้น ซึ่งเท่านี้ก็เพียงพอต่อการดึงดูดความสนใจของลูกค้าแล้วครับ

2. คอนเทนต์หลากหลายทำให้ไม่น่าเบื่อ

คอนเทนต์กลายเป็นสิ่งสำคัญในโลกออนไลน์ที่จะทำในชาวเน็ตอยู่กับเพจหรือเว็บไซต์นั้นๆ นานมากขึ้น ฉะนั้นร้านค้าสามารถออกแบบ Sale Page ให้คอนเทนต์ต่างๆ เช่น รูปภาพ หรือวิดีโอ โปรโมทสินค้า กลายเป็นจุดขายได้ โดยอาจจะเน้นความบันเทิง ให้ลูกค้าอารมณ์ดี รู้สึกชื่นชอบหน้าเว็บไซต์ และเป็นที่น่าจดจำของผู้เยี่ยมชมSale Page ซึ่งอาจส่งผลให้ชาวเน็ตที่เข้ามาเยี่ยมชมกลายเป็นลูกค้าในอนาคตได้ครับ

3. ตั้งราคาให้ถูกต้อง

ราคาสินค้าที่ถูก อาจชนะใจลูกค้าได้เป็นจำนวนมาก แต่ธุรกิจมีต้นทุนและเจ้าของธุรกิจออนไลน์ไม่สามารถรองรับต้นทุนเพื่อขายของในราคาถูกได้นานมาก การกำหนดราคาที่ถูกต้องจะทำให้ธุรกิจได้ลูกค้าตรงกลุ่มเป้าหมาย ทำธุรกิจได้อย่างยั่งยืน และมีกำไร แต่คำถามคือ เราควรตั้งราคาขายให้ถูกต้องอย่างไร?

ก่อนอื่น ต้องสำรวจตลาดว่าคู่แข่งมีจุดขายของสินค้า/บริการอะไร ราคาเฉลี่ยอยู่ที่เท่าไหร่ ซึ่งจะช่วยให้ทราบราคาขายได้ในระดับหนึ่ง จากนั้นก็นำตัวเลขนี้มาสร้างเป็นโปรโมชันต่างๆ อาทิ

  • ตัวเลือกราคาหลายๆ แบบ เช่น 199 บาท, 399 บาท , 699 บาท, 999 บาท
  • ตั้งชื่อให้ราคาเป็นตัวเลือกต่างๆ เช่น แบบมาตรฐาน (300 บาท), แบบประหยัด (180 บาท), หรือแบบพรีเมียม (1,000 บาท)

การออกแบบตัวเลือกและราคาที่หลากหลายนี้มักทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าที่เหมาะกับตนเองได้ง่ายมากขึ้นครับ

4. จัดการเงื่อนไขที่ทำให้ลูกค้าไม่คิดจะซื้อ

ผู้เข้าชมเว็บไซต์ส่วนหนึ่งอาจพร้อมที่จะซื้อตั้งแต่ตอนที่เข้ามาในหน้า Sale Page แล้ว แต่อีกส่วนหนึ่งก็ยังมีข้อสงสัยหรือสิ่งที่ทำให้ลังเลใจ ซึ่งโดยปกติแล้ว ผู้คนมักจะคิดหาเหตุผลที่ทำให้ตัวเองไม่ต้องเสียเงิน Sale Page จึงต้องโน้มน้าวผู้คนกลุ่มนี้ให้เปลี่ยนใจ ด้วยวิธีต่างๆ เช่น

  • โปรโมชันหรือส่วนลดภายในระยะเวลาจำกัด อาจจะใส่ไว้มุมบนของหน้าSale Pageก็ได้ หรือทำออกมาเป็น pop up ก็ดีเช่นกัน
  • หากราคาไม่ใช่จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ อาจเน้นถึง “คุณค่า” ของสินค้า/บริการให้เด่นขึ้น และใช้กลยุทธ์การตั้งราคาที่กล่าวไปก่อนหน้านี้
  • ยกความคิดเห็นของลูกค้า สถิติ หรือรีวิวต่างๆ ที่เป็น Social Proof ขึ้นมา เพื่อบอกว่าผลิตภัณฑ์และธุรกิจเชื่อถือได้จริง

5. ออกแบบการเขียนให้อ่านง่าย

พ่อค้าแม่ขายอาจมีเรื่องราวและข้อมูลมากมายที่อยากจะบอกลูกค้า แต่จะบอกยังไงให้ลูกค้าอยากฟัง และทำให้ข้อมูลสำคัญเข้าสู่การรับรู้ของลูกค้าง่ายที่สุด เพราะเคยเป็นกันไหมว่า มีคนมาเสนอขายของให้กับเรา แต่พนักงานขายเอาแต่พูด จนลูกค้าเกิดอาการที่เรียกว่า ได้ยินแต่ไม่ได้ฟังอะไรเลย ซึ่งเป็นไปได้ว่า ข้อมูลการขายมากเกินไปหรือวิธีการนำเสนอไม่น่าสนใจ เคล็ดลับง่ายๆ สำหรับการเขียนคำโฆษณาที่ใช้กันทั่วไปคือ การทำให้ลูกค้าแค่สแกนสายตาหรือกวาดสายตาอ่านก็จับใจความได้ ซึ่งการสแกนสายตาจะมีความตั้งใจน้อยกว่าการอ่านปกติ เป็นพฤติกรรมส่วนมากของผู้เสพคอนเทนต์ในปัจจุบันนี้

เคล็ดลับในการสร้างเนื้อหาที่อ่านได้ง่ายมีดังนี้

  • มีประโยคหลักหรือ Hook (ฮุก) ให้ผู้อ่านจับใจความได้ทันที
  • มีหัวข้อย่อย และย่อหน้า เพื่อความง่ายต่อการอ่าน
  • มี bullet point เมื่อต้องการบอกคุณสมบัติของสินค้าเป็นข้อๆ 
  • มีประโยคคมๆ หรือชวนจำ (Quote) ไว้สร้างความประทับใจ

MyShop ก็เป็นแพลตฟอร์มที่สามารถทำให้พ่อค้าแม่ขายออกแบบหน้าเว็บไซต์ ผ่านหน้าเว็บไซต์สำเร็จรูปที่สามารถกดเข้าดูได้ทันทีผ่านลิงก์ อีกทั้งสามารถนำไปลงบนโซเชียลมีเดียต่างๆ ได้ พร้อมระบบแชทที่เชื่อมต่อกับ LINE Official Account และฟีเจอร์อำนวยความสะดวกอื่นๆ อีกเพียบ

เปิดร้านค้าฟรี ได้แล้ววันนี้

ต่อยอดการขายผ่านช่องทางตัวเองของร้านค้าคุณ ด้วยเครื่องมือตัวช่วยจาก LINE

© LINE Corporation 2020